BrandBoxMaker Journal

ไฟล์อะไรต้องส่งให้โรงงานผลิตกล่อง? AI, PDF, Dieline, Pantone และไฟล์โลโก้

งานกล่องที่ล่าช้าเป็นสัปดาห์ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดที่การผลิต แต่ติดที่การส่งไฟล์กลับไปกลับมา บทความนี้รวมทุกอย่างที่ต้องเตรียมสำหรับไฟล์ผลิตกล่อง พร้อมการตั้งค่าที่ถูกต้อง เพื่อให้ส่งครั้งเดียวแล้วเข้าสู่การผลิตได้เลย

โดย BrandBoxMakerวันที่เผยแพร่10 สิงหาคม 2569เวลาอ่าน4 นาทีบทความ
BrandBoxMakerBlog

งานกล่องที่ล่าช้าเป็นสัปดาห์ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดที่การผลิต แต่ติดที่การส่งไฟล์กลับไปกลับมา บทความนี้รวมทุกอย่างที่ต้องเตรียมสำหรับไฟล์ผลิตกล่อง พร้อมการตั้งค่าที่ถูกต้อง เพื่อให้ส่งครั้งเดียวแล้วเข้าสู่การผลิตได้เลย

Dieline คือหัวใจของทุกอย่าง

Dieline คือแบบแปลนกล่องที่กางออกเป็นแผ่นแบน แสดงเส้นตัด เส้นพับ และพื้นที่ทากาว งานออกแบบทั้งหมดต้องวางอยู่บน dieline นี้ ไม่ใช่ออกแบบเป็นภาพสวย ๆ แล้วให้โรงงานไปตัดเอาเอง

ปกติโรงงานเป็นคนทำ dieline ให้ตามขนาดที่คุณระบุ แล้วส่งกลับไปให้นักออกแบบวางกราฟิกลงไป ลำดับนี้ถูกต้องและควรทำแบบนี้ เพราะ dieline ต้องสัมพันธ์กับเครื่องจักรและความหนากระดาษจริง

เส้นบน dieline ที่ต้องเข้าใจ

  • เส้นตัด (Cut line) ขอบนอกที่ใบมีดจะตัด
  • เส้นพับ (Crease line) จุดที่กระดาษจะถูกกดให้พับได้
  • พื้นที่ทากาว (Glue area) ห้ามมีหมึกพิมพ์หรือเคลือบทับ เพราะกาวจะไม่ยึด
  • ระยะเผื่อตัดตก (Bleed) พื้นที่สีที่ต้องเลยเส้นตัดออกไป ปกติ 3–5 มม. รอบด้าน
  • พื้นที่ปลอดภัย (Safe area) ตัวหนังสือและโลโก้ต้องอยู่ห่างจากเส้นตัดและเส้นพับอย่างน้อย 5 มม.

ไฟล์งานออกแบบ

รูปแบบที่โรงงานต้องการ

  • AI (Adobe Illustrator) เป็นไฟล์ที่ดีที่สุด เพราะแก้ไขได้ทุกจุดถ้าต้องปรับ
  • PDF แบบ Print Ready ใช้ได้ดี ต้อง export โดยฝังฟอนต์และคงเลเยอร์ไว้
  • EPS ใช้ได้แต่ปัจจุบันนิยมน้อยลง
  • ไม่ควรส่ง JPG, PNG, ไฟล์จากโปรแกรมนำเสนอ หรือไฟล์จากเครื่องมือออกแบบออนไลน์ที่ export เป็นภาพ เพราะขยายแล้วแตกและแยกสีไม่ได้

การตั้งค่าที่ต้องถูกต้อง

  • โหมดสี — ค่าที่ถูก: CMYK ตั้งแต่เริ่มงาน ไม่ใช่แปลงตอนท้าย
  • ความละเอียดภาพที่ฝัง — ค่าที่ถูก: อย่างน้อย 300 dpi ที่ขนาดจริง
  • ฟอนต์ — ค่าที่ถูก: แปลงเป็น outline หรือส่งไฟล์ฟอนต์มาด้วย
  • ระยะตัดตก — ค่าที่ถูก: 3–5 มม. รอบด้าน
  • ขนาดไฟล์ — ค่าที่ถูก: สร้างที่ขนาดจริง 1 ต่อ 1 ไม่ย่อส่วน
  • เลเยอร์ dieline — ค่าที่ถูก: แยกเป็นเลเยอร์ต่างหาก ตั้งเป็นสี spot และตั้งค่า overprint

ไฟล์แยกสำหรับงานตกแต่ง

งานฟอยล์ ปั๊มนูน และสปอต UV ต้องมีเลเยอร์ของตัวเองแยกจากงานพิมพ์ เพราะแต่ละอย่างใช้บล็อกคนละชิ้น

  • สร้างเป็นเลเยอร์ชื่อชัดเจน เช่น FOIL, EMBOSS, SPOT-UV
  • ใช้สี 100% เดียวล้วนในเลเยอร์นั้น เช่น K 100% เพื่อให้แยกออกได้ง่าย
  • งานฟอยล์ควรหลีกเลี่ยงเส้นที่บางกว่า 0.3 มม. เพราะฟอยล์จะติดไม่เต็ม
  • งานปั๊มนูนควรมีพื้นที่ที่ต่อเนื่อง ไม่ควรเป็นจุดเล็ก ๆ กระจัดกระจาย
  • ถ้าฟอยล์กับปั๊มนูนอยู่ตำแหน่งเดียวกัน ต้องบอกให้ชัดว่าเป็นงานเดียวกันหรือสองงานซ้อน

ข้อมูลสีที่ต้องส่งมาด้วย

  • รหัส Pantone พร้อมตัวอักษรต่อท้าย C หรือ U ให้ครบ
  • ค่า CMYK ของสีหลักที่ต้องคุม
  • ระบุว่าสีดำที่ใช้เป็น K 100% หรือ Rich Black
  • ถ้ามีวัตถุตัวอย่างที่สีตรงตามต้องการ ส่งมาด้วยจะแม่นที่สุด

เหตุผลที่ต้องละเอียดขนาดนี้อยู่ที่ CMYK, Pantone และ Color Proof

ไฟล์โลโก้

ส่งโลโก้เป็นไฟล์เวกเตอร์แยกต่างหากเสมอ แม้จะวางไว้ในไฟล์งานแล้ว เพราะโรงงานอาจต้องใช้ทำบล็อกฟอยล์หรือปรับขนาดโดยไม่เสียคุณภาพ

  • ไฟล์เวกเตอร์ AI, EPS หรือ SVG
  • เวอร์ชันสีเต็ม สีเดียว และเวอร์ชันขาวสำหรับพื้นเข้ม
  • ระบุระยะห่างขั้นต่ำรอบโลโก้ ถ้าแบรนด์มีคู่มือ
  • ระบุขนาดที่เล็กที่สุดที่ยังใช้ได้ เพราะโลโก้ที่มีรายละเอียดเยอะจะเละเมื่อพิมพ์เล็กเกินไป

ข้อมูลบังคับตามกฎหมายที่ต้องมีบนกล่อง

อย่าลืมเผื่อพื้นที่สำหรับข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่ตอนออกแบบ เพราะการมาเพิ่มทีหลังทำให้เลย์เอาต์ที่วางไว้เสียหาย

  • ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย
  • เลขที่จดแจ้งหรือเลขทะเบียนตามประเภทสินค้า
  • ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน
  • ปริมาณสุทธิ วันผลิตและวันหมดอายุ
  • บาร์โค้ด ซึ่งต้องมีพื้นที่ขาวรอบและห้ามวางบนรอยพับ

ข้อกำหนดต่างกันตามประเภทสินค้า ควรตรวจกับหน่วยงานที่กำกับดูแลสินค้าของคุณโดยตรงก่อนสรุปแบบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

  1. ส่งไฟล์ที่ไม่มี bleed ทำให้เห็นขอบขาวหลังตัด
  2. วางตัวหนังสือใกล้เส้นพับเกินไป ทำให้ตัวอักษรอยู่บนสันกล่องพอดี
  3. ใช้ภาพจากอินเทอร์เน็ตที่ความละเอียดไม่พอ
  4. ลืมแปลงฟอนต์เป็น outline แล้วโรงงานเปิดไฟล์ได้ตัวหนังสือเปลี่ยนฟอนต์
  5. ออกแบบโดยไม่ใช้ dieline จริง แล้วต้องปรับใหม่ทั้งหมด
  6. ทากาวทับพื้นที่ที่พิมพ์เคลือบไว้ ทำให้กล่องหลุดกาว
  7. ลืมว่าลายที่ต่อกันข้ามมุมจะเหลื่อมได้ 1–2 มม. เสมอ

เช็กลิสต์ก่อนกดส่ง

  • ไฟล์ AI หรือ PDF ที่วางบน dieline จริง
  • ฟอนต์แปลง outline แล้ว
  • โหมด CMYK และมี bleed ครบ
  • เลเยอร์ฟอยล์ ปั๊มนูน สปอต UV แยกและตั้งชื่อชัดเจน
  • รหัส Pantone ครบพร้อมตัวอักษรต่อท้าย
  • ไฟล์โลโก้เวกเตอร์แยก
  • รูปสินค้าจริงเพื่อให้โรงงานเข้าใจบริบท
  • ระบุจำนวน วัสดุ และวันที่ต้องได้ของ ดู 9 ข้อมูลที่ต้องส่ง

สรุป

ไฟล์ที่ครบและตั้งค่าถูกช่วยร่นเวลาได้เป็นสัปดาห์ และตัดความเสี่ยงเรื่องพิมพ์ผิดออกไปเกือบทั้งหมด ถ้าคุณยังไม่มีนักออกแบบ บอกเรามาได้ เราทำ dieline และช่วยตรวจไฟล์ให้ก่อนเข้าผลิตทุกงาน

ส่งไฟล์หรือขอ dieline ได้ที่ หน้าติดต่อ หรือ LINE @brandboxmaker

อ่านต่อ

กลับหน้าบทความ
แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

กล่องขนมไหว้พระจันทร์ 4, 6 หรือ 8 ชิ้น เลือกขนาดและโครงสร้างอย่างไรให้ค่าส่งไม่บาน?

เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นช่วงที่กล่องมีผลต่อยอดขายมากที่สุดของปี เพราะสินค้าเกือบทั้งหมดถูกซื้อเป็นของฝาก ผู้ซื้อจึงตัดสินใจจากกล่องก่อนรสชาติ แต่หมวดนี้ก็มีข้อจำกัดเฉพาะที่ต่างจากกล่องของขวัญทั่วไป คือขนมมีน้ำหนักมาก บ...

กล่องของขวัญองค์กรหลายชิ้น จัดช่องอย่างไรให้ดูแพง หยิบง่าย และไม่ขยับระหว่างขนส่ง?

โจทย์ของกล่องของขวัญองค์กรต่างจากกล่องสินค้าตรงที่ต้องใส่ของหลายชิ้นที่รูปทรงไม่เข้ากันเลย เช่น ขวดน้ำผึ้ง ถุงกาแฟ การ์ดอวยพร และของที่ระลึกอีกชิ้น ทั้งหมดต้องอยู่ในกล่องเดียวกันแล้วยังดูตั้งใจ ไม่ใช่ดูเหมือนของกองรวม...

กล่อง PR Kit และ Influencer Box: งบ 3 ระดับ พร้อมวิธีส่งจริงไม่ให้กล่องพัง

กล่อง PR ต่างจากกล่องขายปลีกโดยพื้นฐาน เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขายสินค้าให้คนที่เปิดกล่อง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนคนนั้นถ่ายวิดีโอแล้วส่งต่อไปยังคนอีกหลายหมื่นคน ตัวชี้วัดจึงไม่ใช่ต้นทุนต่อใบ แต่คือต้นทุนต่อการเข้า...