ปัญหาที่ทำให้กล่องทั้งล็อตใช้ไม่ได้ อันดับหนึ่งไม่ใช่สีเพี้ยนหรือกระดาษบาง แต่คือขนาดกล่องสินค้าที่คลาดเคลื่อน และเกือบทุกครั้งต้นเหตุอยู่ที่ตอนวัด ไม่ใช่ตอนผลิต บทความนี้เป็นวิธีวัดแบบที่โรงงานอยากได้ ใช้ได้ทั้งกับกล่องกระดาษแข็ง (จั่วปัง) และกล่องไดคัท
เข้าใจสามคำนี้ก่อน แล้วจะไม่พลาด
- ขนาดสินค้า — หมายถึง: ขนาดจริงของของที่จะใส่ วัดจุดที่กว้างที่สุด · ใครใช้: คุณเป็นคนวัดและส่งให้โรงงาน
- ขนาดใน (Inner) — หมายถึง: ช่องว่างภายในกล่องหลังประกอบเสร็จ · ใครใช้: เป็นตัวเลขที่ต้องระบุเวลาสั่ง
- ขนาดนอก (Outer) — หมายถึง: ขนาดกล่องที่วัดจากภายนอก รวมความหนากระดาษทุกชั้น · ใครใช้: ใช้คำนวณค่าส่งและพื้นที่เก็บ
เวลาสั่งกล่อง ให้ยึดขนาดในเสมอ และเขียนกำกับให้ชัดว่าเป็นขนาดใน เพราะโรงงานคนละที่ตีความคำว่า "ขนาดกล่อง" ไม่เหมือนกัน ประโยคเดียวนี้ป้องกันปัญหาได้มากที่สุดในบทความนี้
ขั้นที่ 1 วัดสินค้าให้ถูก
- วัดเป็นมิลลิเมตรเท่านั้น เซนติเมตรที่มีทศนิยมทำให้ตกหล่นบ่อย
- วัดจุดที่กว้างที่สุด ขวดปั๊มต้องวัดรวมหัวปั๊มและฝาครอบ หลอดครีมต้องวัดรวมส่วนก้นที่บีบแล้วบาน
- วัดสินค้าที่บรรจุเต็มแล้ว ซองฟอยล์ที่ใส่ผงเต็มจะหนากว่าซองเปล่าหลายมิลลิเมตร
- วัดอย่างน้อย 3 ชิ้นจากล็อตจริง แล้วใช้ค่าที่มากที่สุด เพราะสินค้ามีความคลาดเคลื่อนของตัวเองอยู่แล้ว
- ถ้าสินค้ามีฉลากหรือสติกเกอร์ ต้องติดฉลากก่อนวัด
ขั้นที่ 2 บวกระยะเผื่อ
ระยะเผื่อไม่ใช่ตัวเลขเดียวใช้ได้ทุกงาน ขึ้นกับว่าสินค้าจะอยู่ในกล่องอย่างไร
- สินค้าวางในกล่องเปล่า ไม่มีโครงใน — ระยะเผื่อต่อด้าน: 2–3 มม. · หมายเหตุ: น้อยกว่านี้จะใส่ยาก หยิบออกยาก
- สินค้ามีถาดกระดาษรอง — ระยะเผื่อต่อด้าน: บวกความหนาถาดอีก 1–2 มม. ต่อด้าน · หมายเหตุ: ถาดกระดาษกินพื้นที่น้อย
- สินค้ามีโครงใน EVA หรือ EPE — ระยะเผื่อต่อด้าน: บวกความหนาโฟมที่ต้องการกันกระแทกอีก 8–15 มม. ต่อด้าน · หมายเหตุ: ยิ่งของแตกง่าย ยิ่งต้องหนา
- สินค้าหุ้มถุงหรือกระดาษไขก่อน — ระยะเผื่อต่อด้าน: บวกอีก 2–4 มม. รวมทุกด้าน · หมายเหตุ: คนลืมข้อนี้บ่อยที่สุด
- สินค้ามีหลายชิ้นเรียงกัน — ระยะเผื่อต่อด้าน: เผื่อผนังกั้นระหว่างชิ้นอีก 3–5 มม. ต่อผนัง · หมายเหตุ: นับจำนวนผนังให้ครบ
รายละเอียดของวัสดุโครงในแต่ละชนิดและความหนาที่ควรใช้ อยู่ที่ เปรียบเทียบโครงในกล่อง EVA, EPE, ฟองน้ำ และถาดกระดาษ
ขั้นที่ 3 คำนวณขนาดนอก
กล่องจั่วปังหนากว่าที่คนคาดเสมอ เพราะกระดาษแข็งอยู่ทั้งสองข้าง แล้วยังมีกระดาษหุ้มอีกชั้น สูตรคร่าว ๆ คือ
ขนาดนอก = ขนาดใน + (ความหนากระดาษแข็ง x 2) + เผื่อกระดาษหุ้มอีกราว 1 มม. ต่อด้าน
ถ้าใช้กระดาษแข็ง 2 มม. กล่องจะกว้างขึ้นจากขนาดในราว 6 มม. ในแนวนั้น และถ้าเป็นกล่องฝาครอบ ตัวฝาต้องครอบตัวฐานอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ขนาดนอกจริงเพิ่มอีกราว 4–6 มม. รวมแล้วกล่องที่มีขนาดในกว้าง 150 มม. อาจมีขนาดนอกราว 162 มม. ตัวเลขนี้คือตัวที่ใช้คำนวณค่าส่ง ไม่ใช่ขนาดใน
ตัวอย่างคำนวณจริง: กล่องเซ็ตสกินแคร์ 3 ชิ้น
- ขวดสูงสุด 120 มม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มม. วางเรียง 3 ขวด
- ต้องการโครงใน EVA หนาข้าง 10 มม. และผนังกั้นระหว่างขวด 8 มม.
- ความกว้างใน = (45 x 3) + (8 x 2 ผนังกลาง) + (10 x 2 ข้าง) = 135 + 16 + 20 = 171 มม.
- ความลึกใน = 45 + (10 x 2) = 65 มม.
- ความสูงใน = 120 + ฐาน EVA 8 + เผื่อฝา 3 = 131 มม.
- ระบุให้โรงงานว่า ขนาดใน 171 x 65 x 131 มม.
จากนั้นบวกความหนากระดาษเพื่อรู้ขนาดนอกไว้เช็กค่าส่งด้วยตัวเอง
ข้อผิดพลาดที่เจอซ้ำ ๆ
- ส่งขนาดมาเป็น "กว้าง x ยาว" โดยไม่บอกว่าอันไหนคือด้านที่ฝาเปิด ทำให้ลายพิมพ์กลับด้าน
- วัดจากกล่องเดิมที่ใช้อยู่ แทนที่จะวัดจากสินค้า ทำให้ความคลาดเคลื่อนเดิมถูกคัดลอกต่อ
- ลืมว่าถ้าเปลี่ยนมาใช้กระดาษหนาขึ้น ขนาดในจะเล็กลงถ้าไม่ปรับแบบ
- เผื่อน้อยเกินไปเพราะกลัวกล่องดูโหวง แล้วสินค้าใส่ไม่ลงตอนผลิตจริง
ผลกระทบจากการคลาดเคลื่อนแม้แค่ 5 มม. เราแยกเขียนไว้ที่ ขนาดกล่องผิดเพียง 5 มม. ส่งผลอะไรบ้าง
สรุป
วัดเป็นมิลลิเมตร วัดจุดกว้างที่สุด วัดสินค้าที่บรรจุเต็มแล้ว บวกระยะเผื่อตามชนิดโครงใน แล้วระบุให้ชัดว่าเป็นขนาดใน แค่นี้ก็ตัดความเสี่ยงหลักออกไปเกือบทั้งหมด
ถ้ายังไม่แน่ใจ ส่งสินค้าตัวอย่างมาให้เราวัดเองได้ BrandBoxMaker ทำ mock-up จริงให้ทดลองใส่สินค้าก่อนเดินไลน์ผลิตทุกงาน ติดต่อได้ที่ หน้าติดต่อ หรือ LINE @brandboxmaker